ส่วนผสมกาแฟ 1 แก้ว กับเรื่องการเงิน

Last updated: Oct 4, 2018  |  2011 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความน่ารู้

ส่วนผสมกาแฟ 1 แก้ว กับเรื่องการเงิน

มีอีกหนึ่งเทคนิคการจัดสรรเงินลงทุน ที่ยกเอาส่วนผสมของกาแฟ 1 แก้ว มาเป็นแนวคิดในการจัดสัดส่วนให้เหมาะสม 

สำหรับใคร ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นประจำอยู่แล้ว น่าจะพอรู้ว่า รสชาติและสไตล์การดื่มกาแฟของแต่ละคนนั่น แตกต่างกันไป ซึ่งปัจจัยทำให้รสชาติของกาแฟแตกต่างกัน ก็คือส่วนผสมของกาแฟ 1 แก้วนั่นเอง 

วันนี้ มีอีกหนึ่งแนวคิดจากนักวางแผนการเงิน “คุณธชธร สมใจวงษ์” ที่นำเอาความแตกต่างของส่วนผสมกาแฟ 1 แก้ว มาเป็นแนวคิดของการจัดสรรเงินลงทุนได้ โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวอย่าง "การบริหารค่าใช้จ่าย" 

โดยทั่วไปแล้วค่าใช้จ่าย สามารถแบ่งออกตามวัตถุประสงค์ได้ 3 ข้อหลักๆ ซึ่งประกอบด้วย

  1. ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและลงทุน
  2. ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  3. ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน


ซึ่งหากลองนำเอาค่าใช้จ่ายทั้ง 3 ข้อข้างต้น มาเปรียบเทียบกับส่วนผสมของกาแฟ 1 แก้ว ก็พอจะบอกได้ว่า การบริหารค่าใช้จ่ายของแต่ละคน เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่? เริ่มที่ ตัวกาแฟ ที่น่าจะหมายถึง ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและลงทุน เพราะกาแฟคือส่วนผสมสำคัญที่ขาดไม่ได้ หากขาดตรงนี้ไป แน่นอนว่า กาแฟก็จะไม่เป็นกาแฟ ซึ่งความสำคัญของกาแฟนี่เอง ก็เหมือนการออมและลงทุนที่มีความสำคัญ และขาดไม่ได้เช่นกัน


ส่วนผสมที่ 2 อย่างเช่นน้ำตาล หรือครีมเทียมต่างๆ ที่เราเติมเข้าไป ก็จะเปรียบได้กับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องมีบ้าง เพื่อเป็นการให้รางวัลชีวิต หรือสร้างความสุขให้กับตัวเอง 

ส่วนผสมสุดท้าย คือ ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น น้ำ  ที่เปรียบได้กับ ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่เราจะต้องมีเพื่อการดำรงชีวิต เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทาง หรือการทานอาหาร เป็นต้น

ที่นี้ หากลองเอาส่วนผสมทั้ง 3 ส่วน มาจัดลำดับความสำคัญ แน่นอนว่า "กาแฟ" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบได้กับการการออมและลงทุนแล้ว เราจึงควรให้ความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ซึ่งนักวางแผนการเงินแนะนำว่า ควรมีอย่างน้อยในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้

ในขณะที่น้ำตาล หรือครีมเทียม ซึ่งเปรียบเหมือนค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ที่คนดื่มจะใส่หรือไม่ใส่ แต่กาแฟ ก็ยังคงความเป็นกาแฟอยู่ นักวางแผนการเงิน แนะนำว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ควรมีไม่เกิน 10% ของรายได้

สุดท้ายกับส่วนผสมอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการสกัดกาแฟ ซึ่งเปรียบไว้กับค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเพื่อการดำรงชีวิต ก็ควรจะมีสัดส่วนสูงหน่อย หรือประมาณสัก 70-80% ของรายได้ นั่นเพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เกิดขึ้นทุกวันในชีวิตประจำวันนั่นเอง

ถึงตรงนี้ นักวางแผนการเงินแนะนำว่า เมื่อเรารู้ถึงวัตถุประสงค์ของการใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภทแล้ว อยากให้ลองจดบันทึกค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ตัวเรารู้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เป็นค่าใช้จ่ายในกลุ่มไหน

เพราะเมื่อเราสามารถจำแนกได้แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่า สัดส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 1 เดือนนั้น เป็นไปตามที่คาดเราคาดหวังไว้หรือไม่ หรือมีอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้าง เพื่อเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายให้ตรงตามวัตุประสงค์นั่นเอง ซึ่งนักวางแผนการเงินทิ้งท่ายว่า การที่เราสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้ตามที่ตัวเราเองคาดหวัง ก็เปรียบเสมือนเราได้กาแฟถ้วยหนึ่ง ในรสชาติที่เราต้องการนั่นเอง

และอย่าลืมด้วยว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการดื่มกาแฟนั้น หากไปยึดติดอยู่กับแบรนด์หรือกระแสสังคมมากเกินไป แทนที่จะเป็นเพียงค่าใช้จ่ายทั่วไป สุดท้าย มันอาจจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เราควรตัดทิ้งออกไป

ดูข่าวต้นฉบับ

Powered by MakeWebEasy.com